แก่แล้ว ต่อให้รักลูกแค่ไหน ก็ต้องเข้าใจกฎอีกา

อีกาส่งเสียงดังจนคนรำคาญ แต่อีกาไม่เคยคิดว่าตัวเองผิด
บางครั้ง ความหวังดีที่พูดซ้ำ ๆ ก็ไม่ต่างจากเสียงนั้น

ตอนลูกยังเล็ก เขาต้องฟังเรา แต่เมื่อลูกโต เขามีความคิดของตัวเอง
ถ้าเรายังพูดว่า
“ฉันผ่านอะไรมามากกว่า”
“ฉันรู้ดีกว่า”

สิ่งที่ลูกได้ยิน อาจไม่ใช่คำสอน แต่คือความกดดัน ยิ่งพูดมาก ยิ่งห่างกันมาก

โลกเปลี่ยนแล้ว
ประสบการณ์ของเรา
ไม่ใช่คำตอบของทุกยุค

ลูกโตแล้ว
ถ้าเรายังไม่เชื่อในความสามารถของเขา
ก็เท่ากับเราปฏิเสธการเลี้ยงดูของตัวเอง

แก่แล้ว
ต้องรู้จักเงียบให้เป็น
ไม่ใช่เพราะไม่มีสิทธิ์พูด
แต่เพราะความสัมพันธ์สำคัญกว่าการเอาชนะ

ถ้าจะพูด ให้พูดชื่นชม
ให้พูดให้กำลังใจ ให้พูดอย่างอ่อนโยน

อย่าพึ่งพาลูกมากเกินไป
อย่าก้าวก่ายชีวิตเขามากเกินไป
ระยะห่างที่พอดี
ทำให้ความรักงดงาม

แก่แล้ว
จงมีชีวิตของตัวเอง
มีสุขภาพ
มีเพื่อน
มีงานอดิเรก
มีศักดิ์ศรี
เพราะพ่อแม่ที่น่าเคารพ
ไม่ใช่พ่อแม่ที่พูดเก่งที่สุด
แต่คือพ่อแม่ที่รู้ว่า
เมื่อไรควรวางมือ
ก่อนที่ความหวังดี
จะกลายเป็นเสียงอีกา
ที่ไม่มีใครอยากฟัง

ธุรกิจที่อยู่รอด คือธุรกิจที่ส่งมอบคุณค่าให้กับลูกค้า

เรื่องเล่าจากเจ้าของร้านอาหารคนนึง
ผมทำงานหนักมาก
ตื่นตี 5 ไปตลาด
กลับมาเตรียมของ
เปิดร้าน 9 โมง ปิด 4 ทุ่ม
ทำงานวันละ 15 ชั่วโมง
แต่ลูกค้าก็ยังบ่นว่าอาหารออกช้า
บอกว่าราคาแพง
ผมพยายามเต็มที่แล้วนะ จะเอาอะไรอีก?
พอผมอ่านจบ รู้สึกเห็นใจเขามาก
แต่แล้วผมก็นึกถึงอีกด้านหนึ่ง…
ลูกค้าของเขาล่ะ?
พวกเขารู้สึกยังไง?
สวัสดีครับ ผมโยขายดี
วันนี้ผมอยากมาคุยเรื่องหนึ่งที่
หลายคนอาจไม่อยากฟัง
ไม่มีใครจ่ายเงินให้กับแค่คำว่า
พยายามเต็มที่แล้ว
เรามาเข้าใจกันก่อนว่า
ธุรกิจร้านอาหารมันทำงานยังไง
ธุรกิจคือการให้คุณค่า ที่แก้ปัญหา
หรือพัฒนาคุณภาพชีวิต
อะไรบางอย่างให้ลูกค้า
ลูกค้ายอมจ่ายเงิน
เพื่อแลกกับคุณค่านั้นๆ ที่ได้รับ
สูตรง่ายๆ คือ
ลูกค้า → จ่ายเงิน → แลกกับคุณค่า
แล้วถ้าอะไรเกิดขึ้น
ทำให้ลูกค้าไม่ได้รับคุณค่านั้นล่ะ?
นั่นหมายความว่า
ปัญหาของลูกค้าไม่ได้ถูกแก้
คุณภาพชีวิตของเขาอยู่ที่เดิม ไม่ได้ดีขึ้น
เมื่อเป็นแบบนั้น
ลูกค้าก็ไม่ Happy ที่จะจ่ายเงิน
นี่คือสิ่งที่เรียกว่า

เส้นทางส่งมอบคุณค่า

เส้นทางจะถูกส่งต่อถึงลูกค้า
มันขาดตรงไหนไปไม่ได้
สิ่งสำคัญที่สุด ไม่มีคำว่า พยายาม
อยู่ในสมการนี้เลย
ลูกค้าไม่สนใจว่าคุณตื่น ตี 5
ลูกค้าไม่สนใจว่าคุณทำงาน 15 ชั่วโมงต่อวัน
ลูกค้าไม่สนใจว่าคุณเหนื่อยแค่ไหน
ลูกค้าสนใจแค่ว่า
พวกเขาได้รับคุณค่าที่จ่ายเงินไปหรือเปล่า?
งั้นลองนึกภาพตามสถานการณ์นี้
คุณหิว เข้าร้านอาหารหนึ่ง
สั่งข้าวผัด 60 บาท
คุณค่าที่คุณคาดหวัง
อิ่มท้อง
อร่อย
มาไวภายใน 10-15 นาที
บรรยากาศดี ดูสะอาด
แต่สิ่งที่เกิดขึ้นจริง
รออาหาร 25 นาที ท้องร้องหิวแสบท้อง
พอได้กินก็รสชาติจืดชืด
เติม พริกน้ำปลาไปสามช้อนก็ยังไม่อร่อย
จานสกปรก มีคราบน้ำมันติดอยู่
พนักงานเสิร์ฟหน้าบึ้ง ไม่ยิ้มแม้แต่นิด
คุณรู้สึกยังไง?
แล้วถ้าพอคุณบ่นไป
เจ้าของร้านออกมาบอกว่า
วันนี้ผมตื่นตี 5 นะครับ ไปตลาดเองทุกวัน
เหนื่อยมาก แม่ครัวลาป่วย พนักงานมาสาย
ผมพยายามเต็มที่แล้วครับ
คุณจะรู้สึกว่าเขาน่าสงสาร
แล้วจ่ายเงิน 60 บาทด้วยใจยินดีไหม?
หรือว่าคุณจะรู้สึกว่า
ก็ไม่ใช่เรื่องของฉัน นี่ฉันจ่ายเงินไป
แต่ไม่ได้อะไรเลย
มาดูอีกมุมหนึ่ง…
ร้านอาหารสองร้าน
ขายข้าวกะเพราเหมือนกัน
ร้านแรก
เจ้าของตื่นเช้า ทำงานหนัก พยายามมาก
แต่อาหารมาช้า 40 นาที
รสชาติไม่สม่ำเสมอ วันนี้อร่อย พรุ่งนี้จืด
พนักงานบริการไม่ดี
ลูกค้ามาครั้งเดียว ไม่กลับมาอีก
ร้านที่สอง
ไม่รู้ว่าเจ้าของตื่นกี่โมง ไม่สนใจด้วย
แต่อาหารมาไว 10 นาที
รสชาติอร่อยทุกครั้ง
พนักงานบริการดี ยิ้มแย้ม
ลูกค้ากลับมาซื้อซ้ำทุกอาทิตย์
ร้านไหนจะอยู่รอดล่ะ?
คำตอบชัดเจน → ร้านที่ส่งมอบคุณค่า
ให้ลูกค้าได้จริง
ไม่ใช่ร้านที่เจ้าของพยายามมากกว่า
ยกตัวอย่างให้เห็นภาพตามได้ชัดขึ้น
เจ้าของร้านก๋วยเตี๋ยว บอกว่า
ผมใช้เนื้อชั้นดี น้ำซุปเคี่ยว 8 ชั่วโมง
ราคาถูกกว่าร้านอื่น
แต่ทำไมลูกค้าไม่ชอบ?
ผมพยายามมากนะ
พอลูกค้าไปลองกิน พบว่า
น้ำซุปเค็มเกินไป (เคี่ยว 8 ชั่วโมงจนเข้มข้นมาก)
เนื้อชั้นดี แต่ปรุงมาผิดวิธี เหนียวไม่กัด
รอนาน 30 นาที ช่วงเร่งด่วน
เวลาลูกค้าบอกว่าเค็มไป
เจ้าของโต้เถียงว่า นี่มันสูตรแท้
ลูกค้าไม่สนใจว่าคุณเคี่ยวน้ำซุปกี่ชั่วโมง
ลูกค้าสนใจแค่ว่ามันอร่อยหรือเปล่า
ผมเลยถามเขาว่า ถ้าคุณเป็นลูกค้า
คุณจะกลับมากินอีกไหม?
เขาเงียบไป… แล้วค่อยๆ ตอบว่า คงไม่
นั่นแหละคือคำตอบ
ความพยายาม = เรื่องของเรา
คุณค่า = เรื่องของลูกค้า
คุณอาจตื่นตี 5
คุณอาจทำงาน 15 ชั่วโมงต่อวัน
คุณอาจเหนื่อยล้าจนยืนแทบไม่ได้
แต่ถ้าลูกค้าไม่ได้รับคุณค่าจริงๆ เขาก็ไม่จ่าย
เพราะลูกค้าจ่ายเงินเพื่อแลกกับคุณค่า ไม่ใช่แลกกับความพยายาม
เส้นทางส่งมอบคุณค่า ขาดตรงไหนไปไม่ได้

  1. วัตถุดิบดี → แต่ปรุงผิดวิธี = คุณค่าไม่ถึง
  2. ปรุงอาหารอร่อย → แต่เสิร์ฟช้า 1 ชั่วโมง = คุณค่าไม่ถึง
  3. อาหารอร่อยและมาไว → แต่บริการแย่ หน้าบึ้ง = คุณค่าไม่ถึง
  4. ทุกอย่างดี → แต่ราคาแพงเกินคุณภาพ = คุณค่าไม่ถึง
  5. มาตรฐาน → แต่ไม่สม่ำเสมอ วันนี้ดี พรุ่งนี้แย่ = คุณค่าไม่ถึง
    เส้นทาง มันต้องครบทุกตอน
    ขาดตรงไหนไปไม่ได้
    แล้วจะทำยังไงดี?
  6. หยุดบอกตัวเองว่า พยายามแล้ว
    เริ่มถามตัวเองว่า ลูกค้าได้รับคุณค่าจริงๆ หรือยัง?
  7. ถามลูกค้าจริงๆ
    อย่าคิดเองคนเดียว ถามลูกค้าว่าพวกเขาต้องการอะไร ไม่พอใจอะไร
  8. แก้ที่ผลลัพธ์ ไม่ใช่แก้ที่ความพยายาม
    อาหารมาช้า → หาวิธีทำให้มาไว ไม่ใช่บอกว่า พยายามแล้ว
    รสชาติไม่สม่ำเสมอ → ทำสูตรมาตรฐาน มีSOP ไม่ใช่บอกว่า วันนี้แม่ครัวอารมณ์ไม่ดี
    บริการแย่ → ฝึกพนักงาน ไม่ใช่บอกว่า เด็กยุคนี้ไม่สู้งาน
  9. คุณภาพต้องสม่ำเสมอ SOP ระบบมีเเล้วหรือยัง
    ลูกค้าอยากได้อาหารที่อร่อยเหมือนกันทุกครั้ง ไม่ใช่แบบวันนี้โชคดีได้อร่อย พรุ่งนี้โชคร้ายได้จืด
    จำไว้เสมอว่า ความพยายามคือเรื่องของเรา
    แต่คุณค่าคือเรื่องของลูกค้า
    ผมรู้ว่าการทำธุรกิจมันไม่ง่าย คุณทำงานหนัก
    ตื่นเช้า นอนดึก เหนื่อยล้า
    แต่ลูกค้าพวกเขาก็มีเงินจำกัดเหมือนกัน พวกเขาทำงานหนักเพื่อได้เงินมา
    แล้วเอามาจ่ายให้คุณ
    พวกเขาสมควรได้รับคุณค่าที่คุ้มค่ากับเงินนั้น
    ไม่ใช่ว่าคุณไม่ควรพยายาม แต่คือ
    การพยายามต้องนำไปสู่ผลลัพธ์จริง
    ไม่ใช่แค่ข้ออ้างว่า เราทำงานหนักแล้วนะ
    ถ้าวันนี้คุณส่งมอบคุณค่าไม่ถึงลูกค้า
    อย่าบอกว่า พยายามแล้ว
    ลองถามตัวเองว่า
    ทำไมถึงยังไม่ดีพอ? จะแก้ไขยังไง?
    ถ้าวันนี้ลูกค้าบ่นอาหารออกช้า
    อย่าบอกว่า วันนี้ลูกค้าเยอะ
    ลองหาวิธีเพิ่มประสิทธิภาพ
    เตรียมของล่วงหน้า หรือเพิ่มคน
    ถ้าวันนี้ลูกค้าบอกว่าราคาแพง
    อย่าบอกว่า เราใช้ของดีนะ
    ลองดูว่าคอนเทนต์ที่ทำ
    สามารถส่งคุณค่าที่ส่งมอบคุ้มค่ากับราคาจริงไหม
    วันนี้เริ่มถามตัวเองว่า
    ลูกค้าของคุณได้รับคุณค่าจริงๆ หรือยัง?
    เส้นทางคุณค่าของคุณขาดตรงไหนไป?
    คุณจะแก้ไขยังไงให้คุณค่าส่งถึงลูกค้าได้จริง?
    อย่าหลงทางไปกับความพยายาม
    จงมุ่งไปที่ผลลัพธ์จริง ที่ลูกค้าได้รับ
    เพราะสุดท้ายแล้ว
    ธุรกิจที่อยู่รอดคือธุรกิจที่ส่งมอบคุณค่า
    ไม่ใช่ธุรกิจที่เจ้าของขยันที่สุด
    ผมเชื่อว่าคุณทำได้
    แค่หยุดมองที่ความพยายามของตัวเอง
    แล้วเริ่มมองที่คุณค่าที่ลูกค้าได้รับ
    เมื่อคุณเปลี่ยนมุมมองได้
    ร้านของคุณก็จะเปลี่ยนไปในทางที่ดีขึ้น
    ลุยครับ

อ่านเรื่องนี้แล้วคิดอย่างไร? เรื่องนี้สามารถเอาไปปรับใช้ได้กับทุกงานนะลูก

ไม่ใช่แค่ธุรกิจร้านอาหาร
ลูกค้า อาจหมายถึงคนที่จ่ายเงินให้เรา เป็นเจ้านาย หรือนายจ้าง หรือคนที่เราทำงานแลกผลตอบแทนด้วยเงินก็ได้

จำไว้นะ หากยังไม่ประสบความสำเร็จ ไม่มีใครสนใจหรอกว่าลูกพยายามมากแค่ไหน เขาสนใจแค่ผลลัพธ์ที่ลูกทำเท่านั้น

พ่อ..ที่ยากจะเข้าใจ

พ่อ..ที่ยากจะเข้าใจ

_______

เคยไหม…ที่รู้สึกว่า

คนบางคนเหมือนถูกสร้างมา

ให้ยากจะหยั่งถึง ?

..

คนที่รักเรามาก

แต่กลับแสดงออกน้อยเสียจน

เราเผลอคิดไปว่าเขาไม่สนใจ

..

เหมือนพ่อของเรานั่นแหละ

เขาคือคนที่เคร่งขรึมที่สุดในโลก

บางทีก็เย็นชาจนเราไม่กล้าเข้าใกล้

..

แต่ก็เป็นคนเดียวที่เป็น

“ATM ลับ” แอบยัดเงินให้เราใช้

ไม่ให้แม่รู้ กลัวเราลำบาก

..

เวลาเราทำผิด

พ่อจะดุด่าว่าเราอย่างรุนแรง

..

แต่ถ้าใครหน้าไหน

มาแตะต้องลูกของเขา

แม้แต่ปลายเล็บ

พ่อจะแปลงร่างเป็นสิงห์

ปกป้องเราสุดตัว

..

ไม่ยอมให้ใครมาทำร้าย

หรือต่อว่าเราต่อหน้าเขา

..

จำได้ไหมว่าพ่อ

แทบไม่เคยชมเราต่อหน้า

..

แต่ก็แอบเอาเราไปอวดเพื่อนฝูงว่า

“ลูกข้าเก่ง ลูกข้าเจ๋ง”

ทุกครั้งที่ไปร่วมงานสังคม

..

พ่อไม่อยากให้เรา..

มีความรักในวัยรุ่น

กลัวเราเสียการเรียน

กลัวเราเจ็บปวด

..

แต่ในใจลึกๆ

พ่อคงอยากเห็นเรา

มีครอบครัวที่สมบูรณ์

มีความสุขในอนาคต

..

ใครกันที่ยอมให้เราขี่คอ

เล่นม้าส่งเมือง?

..

ใครกันที่ยอมเป็นช้าง เป็นหมู

ให้เราขี่หลัง แม้จะเหนื่อย

สายตัวแทบขาด?

ใครกันที่ยอมตรากตรำ

ทำงานหามรุ่งหามค่ำ

หาเงินส่งเสียให้เราเรียนจนจบ?

..

คนคนนั้นคือ

คนที่โดดเดี่ยวที่สุดในโลก

คนนั้นคือ “พ่อ”

..

ผู้ที่รักเรามาก

แต่ไม่ค่อยแสดงออก

ความรักอันยิ่งใหญ่ของพ่อ…

หนูสัมผัสได้ไหม ?

ทุ่มเทกับงานได้ แต่ต้องไม่ลืมว่าชีวิตไม่ได้มีแค่เรื่องงานอย่าปล่อยให้ตัวเองหมดแรงไปกับสิ่งเดียวจนลืมดูแลตัวเอง

ให้เวลากับสิ่งที่ทำให้มีความสุข พักบ้าง ใช้ชีวิตบ้าง
เพราะสุดท้ายแล้ว งานอาจแทนกันได้
แต่สุขภาพและเวลาของเรา แทนกันไม่ได้

เจ้าของกิจการไม่เห็นทำอะไรเลย?

🧠 “เจ้าของกิจการไม่เห็นทำอะไรเลย” หรอ?


เมิงเห็นเขานั่งเงียบ ไม่ได้แปลว่า เขาว่าง

เมิงเห็นเขาไม่จับงานจุกจิก ไม่ได้แปลว่า เขาไม่ทำอะไร

เพราะเจ้าของกิจการไม่ได้แบกแค่งาน…
แต่เขาแบก “ทั้งทิศทาง อนาคต และความอยู่รอดขององค์กร”

🎯 หลายคนเคยสบประมาทว่า

“เป็นเจ้าของกิจการแม่งง่าย จะเหนื่อยอะไรนักหนา?”

แต่พอลองได้จับบังเหียนเอง…
แม่งร้องกลับมาทุกคนว่า…

“ขอกลับไปเป็นลูกน้องเถอะครับ!”

📌 เพราะภาพที่เมิงเห็น = เจ้าของกิจการเดินไปมา
แต่ภาพที่เป็นจริง = เจ้าของกิจการแม่งคิดงานไม่หยุด

คิดเรื่องคน

คิดเรื่องเงิน

คิดเรื่องอนาคต

คิดเรื่องที่ยังไม่เกิด

และต้องแก้ปัญหา…ที่ยังไม่ทันมีชื่อเรียก

😤 เพราะ “เจ้าของกิจการ” คือคนที่…

คิดเผื่อทั้งบริษัท แม้ในวันที่ไม่มีใครคิดตาม
และยังต้องยิ้ม… ทั้งที่ในหัวกำลังลุกเป็นไฟ

🔚 จำไว้นะ:

อย่าดูถูก “ความเงียบของเจ้าของกิจการ”
เพราะเบื้องหลังความเงียบ…
คือเสียงคิดที่ดังลั่นทั้งบริษัท!

ิษัท ก็ไม่มีวันรวย

ลูกรัก

คะแนนสอบของลูก ไม่ได้มีความสำคัญเทียบเท่ากับการสอนให้ลูกรู้จักสำนึกในบุญคุณ รู้จักเรียนรู้การดำเนินชีวิตที่ถูกต้อง ลูกจะมีทัศนคติที่ถูกต้องเกี่ยวกับทรัพย์สินเงินทอง ผู้ปกครองจะมีวิธีอบรมปลูกฝังอย่างไร การที่จะให้ทรัพย์สินแก่ลูกหลาน ทำไมไม่คิดจะสร้างลูกให้กลายเป็นทรัพย์สินล้ำค่าเล่า นั่นคือการเลี้ยงลูกให้เป็นคนดีของสังคม

ดังนั้นการเก็บสะสมทรัพย์สินมหาศาลให้กับลูกหลานไม่สามารถเทียบเท่ากับการให้ข้อคิดดีๆ ที่เป็นประโยชน์ต่อการดำเนินชีวิตดังต่อไปนี้

1. ลูกรัก…ลูกต้องเรียนรู้ที่จะทำอาหาร นี่ไม่ได้เกี่ยวกับการดูแลปรนนิบัติคนอื่น แต่เมื่อคราที่คนที่รักลูกไม่ได้อยู่ข้างกายลูก ลูกก็จะสามารถดูแลตนเองได้ (อยู่รอดได้ด้วยตนเอง)

2. ลูกรัก…ลูกจะต้องเรียนรู้ที่จะขับรถ นี่ไม่ได้เกี่ยวกับฐานะตำแหน่งหน้าที่ เพราะเช่นนี้แล้ว ลูกก็จะสามารถไปในทุกๆ ที่ลูกอยากไปทุกเวลา ไม่ต้องไปขอร้องใคร (มีอิสระเสรี)

3. ลูกรัก…ลูกจะต้องเข้าเรียนมหาวิทยาลัย และต้องเป็นมหาวิทยาลัยที่ได้มาตรฐาน นี่ไม่ได้เกี่ยวกับการรับรองฐานะการศึกษา ในชีวิตคนเราจำเป็นต้องผ่านประสบการณ์ในมหาวิทยาลัยสัก 3-4 ปี ซึ่งเป็นชีวิตที่ไม่มีเงื่อนไข และเป็นชีวิตที่ได้รับการอบรมบ่มเพาะให้มีสติปัญญา ความนึกคิดและการใช้เหตุผล (เมื่อเข้าไปสู่สังคมก็เสมือนเข้าไปสู่ชีวิตจริง)

4. ลูกรัก…ลูกรู้หรือไม่ ฝากรอยเท้าไกลเท่าไหน จิตใจจะกว้างเท่านั้น เมื่อใจกว้างแล้ว ลูกจึงจะมีความสุข หากเดินไปได้ไม่ไกล ให้หนังสือช่วยพาลูกเดินไป (เปิดกว้างโลกทัศน์ของตนเองโดยอาศัยโลกแห่งความรู้)

5. ลูกรัก…หากโลกนี้เหลือเพียงน้ำสองถ้วย ให้เก็บถ้วยหนึ่งเอาไว้ดื่ม ส่วนอีกถ้วยหนึ่งใช้ทำความสะอาดใบหน้าและชุดชั้นในของลูก (การเห็นคุณค่าของตัวเองไม่เกี่ยวกับความจนความรวย)

6. ลูกรัก…หากฟ้าถล่มทลายลงมา ก็ไม่ต้องร้องไห้ และไม่ต้องบ่นว่าอะไร เพราะไม่อย่างนั้นจะทำให้คนที่รักลูกยิ่งเจ็บปวดใจ ส่วนคนที่เกลียดลูกจะยิ่งได้ใจ (ยอมรับชะตากรรมอย่างสงบ คนที่เรารักจะมีความสุข)

7. ลูกรัก…ต่อให้ต้องกินข้าวคลุกซีอิ๊วขาว ก็ต้องปูผ้าปูโต๊ะที่สะอาด และนั่งลงไปอย่างสง่างาม ใช้ชีวิตที่เรียบง่ายอย่างใส่ใจในคุณภาพ (มารยาทและสถานการณ์ไม่เกี่ยวข้องกัน)

8. ลูกรัก…เมื่อไปยังสถานที่ไกลๆ จำไว้ว่านอกจากจะต้องนำกล้องถ่ายรูปไปแล้ว ก็ต้องนำปากกาและกระดาษไปด้วย วิวทิวทัศน์นั้นเหมือนกัน แต่อารมณ์ที่ดูวิวทิวทัศน์นั้นไม่สามารถกลับมาซ้ำเหมือนเดิมได้อีก สวี่เสียเค่อ (xu xia ke) นักภูมิศาสตร์ นักเดินทางชาวจีนที่เป็นสวี่เสียเค่อในวันนี้,มิใช่เพราะเดินทางมากที่สุด เขายิ่งใหญ่และมีชื่อเสียงเพราะการบันทึกเรื่องราวและประสบการณ์อย่างละเอียดถี่ถ้วนที่ได้จากการเดินทางที่ทิ้งไว้ให้กับชนรุ่นหลัง

9. ลูกรัก…ลูกจะต้องมีพื้นที่เป็นของตนเอง ต่อให้มีแค่ 5 ตารางเมตรก็ตาม เพราะตอนที่ลูกทะเลาะกับคนรักและฉุนโกรธเดินออกมา ก็ไม่ถึงกลับร่อนเร่ไปตามถนน พบเจอกับคนไม่ดี สิ่งที่สำคัญไปกว่านั้นคือเมื่อตอนที่ลูกใจร้อน ก็จะมีสถานที่ที่ทำให้ลูกใจเย็นลงได้ ให้หัวใจของลูกได้พักไว้ในมุมนั้น (อุปนิสัยแบบอิสระ)

10. ลูกรัก…เมื่อตอนยังเด็กจะต้องมีความรู้ เมื่อโตขึ้นจะต้องมีประสบการณ์ ลูกจึงจะมีชีวิตที่เจริญก้าวหน้าอย่างมีคุณภาพ (อ่านประสบการณ์ของผู้อื่น และหาประสบการณ์ให้กับตนเอง)

11. ลูกรัก…ไม่ว่าเวลาใดก็ตาม ก็จงเป็นคนดีมีเมตตา โปรดจำไว้ว่า การมีจิตใจดี ก็จะทำให้ลูกเป็นผู้ที่ได้รับความคุ้มครองดูแลอย่างดีที่สุดจากสิ่งศักดิ์สิทธิ์ทั้งหลาย (การคุ้มครองดูแลนี้ไม่ใช่ความร่ำรวยและอำนาจ ทำดีย่อมได้ดีตอบแทน)

12. ลูกรัก…รอยยิ้ม ความสง่างาม ความมั่นใจ นั้นเป็นทรัพย์สินทางจิตใจที่ยิ่งใหญ่ที่สุด หากมีสิ่งเหล่านี้ ลูกจะมีทุกสิ่งทุกอย่าง (นี่ก็คือจิตวิญญาณของ “ผู้ดี”)

จำไว้นะลูก

  1. เมื่อใดที่โมโห ลองนั่งนิ่งๆ ทบทวนดูว่า… เวลาที่เหลืออยู่ในชีวิตนี้มีอยู่อีกสักกี่วัน ทำไมต้องไปเสียเวลากับเรื่องไม่เป็นเรื่อง อย่าเริ่มต้นเช้าวันใหม่ด้วยความรู้สึกแย่ๆ เลย …
    .
  2. ไม่มีใครถูก ไม่มีใครผิด ทุกเรื่องที่เกิดขึ้นหากลองดูดีๆ จะพบว่า มีแต่ ถูกใจ หรือ ไม่ถูกใจ ” หากทำถูกใจยังไงเขาก็มองว่าไม่ผิด “ แต่… ” หากทำไม่ถูกใจต่อให้ทำถูกแค่ไหนก็โดนมองว่าผิด “ เพราะฉะนั้น… อย่าไปเก็บเอามาคิด เพราะ ไม่มีใครเอาใจใครได้ทุกคน …
    .
  3. เมื่อใดที่กลัดกลุ้มใจ ลองสูดลมหายใจลึกๆ แล้วคิดดูว่า… ชีวิตนี้มันมีแต่ลดกับลด ทุกวินาทีที่ผ่านไป กำลังบอกเราว่า… ” เวลาของเราน้อยลงไปอีก 1 วินาทีแล้ว “
    .
  4. การได้พบหน้ากันในวันนี้ หมายความว่า หมดโอกาสได้เจอกันไปอีกครั้งหนึ่งแล้วแล้ว… ” เราจะมัวมาทะเลาะกัน ในเรื่องที่ไม่เป็นเรื่องไปทำไม…? “ …
    .
  5. เมื่อใดที่ถูกเอาเปรียบ ลองปล่อยวางดูบ้าง พูดมากจะเสียมิตร คิดเล็กคิดน้อยเสียเวลา ซื่อสัตย์ไว้ เวลาไปไหนจะได้ไม่มีใครพูดลับหลังในทางที่ไม่ดี แค่นี้ก็เพียงพอ ให้เราสุขใจได้แล้ว …
    .
  6. เรื่องหลายๆ เรื่องที่ผ่านเข้ามา มันก็แค่กระทบเรา ชั่วครู่ ชั่วคราว เดี๋ยวเดียวก็ผ่านไป ทุกข์เข้ามาแปปๆ เดี๋ยวก็ผ่านไป สุขเข้ามาแปปๆ เดี๋ยวก็ผ่านไป …
    .
  7. เมื่อใดที่ใครบางคนทำให้เราเสียใจ ลองปล่อยให้มันเป็นไปตามที่ควรจะเป็น ทบทวนดูสิว่า ชีวิตนี้… ไม่มีใครอยู่ยงคงกระพัน คนที่มีชื่อเสียง คนที่รวยล้นฟ้า หรือ คนที่รักกัน สุดท้ายก็แค่คน… ที่เคยมาเยือนโลกใบนี้ …
    .
  8. เมื่อใดที่เรารู้สึกโดนแย่งอะไรไป ให้ลองไตร่ตรองดู ไม่มีใครครอบครองสิ่งใดในโลกนี้ได้ตลอดไป และ ไม่มีใครเป็นเจ้าของสิ่งใดแท้จริง แม้แต่ร่างกายเราก็ยังต้องคืนสู่ธรรมชาติ …
    .
  9. อาจไม่รวยล้นฟ้าเหมือนเศรษฐีมีเงิน แต่… เราสามารถมีความสุขอันเรียบง่าย… ที่เศรษฐีโหยหาก็เป็นได้ แค่สุขภาพแข็งแรงมากกว่าคนที่นอนอยู่ตามโรงพยาบาล ก็นับว่าโชคดีกว่าคนอื่นๆ อีกมากเพียงใด …
    .
  10. ความสุขง่ายๆ ที่เรามองข้าม วันนี้ยังกินข้าวได้ ยังนอนหลับสบาย มีบ้านให้หลบฝนหลบแดด มีเสื้อผ้าให้สวมใส่ ไปเที่ยวได้ มีคนรักอยู่ข้างกาย ยังอ่านเฟส เล่นไลน์ อ่านบทความดีๆแบบนี้ได้ แค่นี้คุณก็ถือว่า โชคดีกว่าใครๆ อีกหลายๆ คนแล้ว

อัญอัญ หนูคือลมหายใจของพ่อ

พ่อรู้สึกแย่มากๆ

เวลาที่พ่อเห็นหนูทำร้ายตัวเอง
เวลาที่หนูมองพ่อเป็นคนใจร้าย
ทุกคำพูดของพ่อ อาจฟังดูไม่ไพเราะ ไม่น่าฟัง แต่พ่ออยากให้หนูคิด
คิดถึงวันที่พ่อกับแม่ไม่อยู่ หนูจะอยู่อย่างไรถ้าไม่มีวินัย ไม่วางแผนชีวิตบ้าง พ่อแม่ไม่ได้คาดหวังอะไรในตัวลูก แค่อยากให้ลูกมีความสุขในทุกๆวัน แต่ความสุขมันไม่ได้อยู่ที่วัตถุสิ่งของ หรือมือถือเครื่องใหม่
แค่เรามีบ้านอยู่ มีที่นอนอุ่นๆ มีรถมอเตอร์ไซค์ใช้ เราก็มีความสุขได้นะลูก แค่อยากให้เราเข้าใจกัน ช่วยเหลือกันบ้าง ที่สำคัญคือให้กำลังใจซึ่งกันและกัน เอาใจเขามาใส่ใจเรา ส่วนคนนอกจะคิดอย่างไร จะว่าอย่างไร หากไม่ได้มีผลกับชีวิตเราก็ปล่อยผ่านไปบ้าง คิดถึงคนในครอบครัวให้มากๆ

โลกภายนอกมันโหดร้ายมากนะลูก ไม่มีใครที่จะคอยซัพพอร์ทหนูได้เท่าพ่อกับแม่ พ่อกับแม่ก็มีแต่แก่ตัวลงทุกวัน จะไปวันไหนยังไม่รู้เลย พ่อไม่อยากให้ลูกประมาทกับชีวิต พ่อเตื่อนลูกอยู่เสมอ
พ่อไม่เคยคิดร้ายกับหนูเลยแม้แต่วินาทีเดียว
เพราะหนูคือคนที่พ่อรักที่สุดในโลก
หนูคือทุกอย่างของพ่อ
หนูคือกำลังใจของพ่อ
หนูคือลมหายใจของพ่อ
พ่อรักหนูมากนะลูก

9-04-2568

ถ้าหากลูกจะต้องปกครองคน

จะต้องมีทั้งพระเดชและพระคุณ

จึงจะสามารถปกครองคนได้

ดีเกินไปลูกน้องรัก แต่ไม่เกรงใจ

คนที่จะมาเป็นคู่ชีวิต…

ถ้าแต่งงานแล้วไปเป็นภาระให้ผัวหาข้าวหาน้ำให้กินก็ให้กลับมาให้พ่อเลี้ยงก่อน

และถ้าแต่งงานไปแล้วต้องคอยหาข้าวหาน้ำประเคนให้เขา ก็ให้เขากลับไปให้พ่อให้แม่เค้าเลี้ยงก่อน

ถ้าเลือกใครสักคน อยู่กันให้อยู่ด้วยความรักอยู่เป็นคู่ชีวิต ไม่ใช่ทำตัวเป็นภาระของกันและกัน ปฏิบัติแบบไหนได้แบบนั้น ช่วยเหลือกันทำได้ทุกอย่างงานบ้านผู้ชายก็ทำได้ ไว้ดูแลกันยามเจ็บป่วยก็ดูแลกันให้ดีที่สุดก็พอ